วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

การค้นหา ความสุข ความสามารถ ที่ยังหลงเหลือ อยู่ ของผู้ป่วย

การค้นหา ความสุข ความสามารถ ของผู้ป่วย คำๆนี้ เป็นคำ ที่ นักกิจกรรมบำบัด มักจะใช้กัน เพราะ มีความเชื่อ ที่ว่า ผู้ป่วย ทุกคน ล้วนแต่ ยังมี ความสุข ความสามารถ ที่ เจ้าตัว ค้นไม่พบอยู่

ซึ่งการ ค้นหา ความสุข และ ความสามารถ ของ ผู้ป่วย ที่หายไป นั้น มีความสำคัญ

หลายๆคน คิดว่า ตัวเอง ไม่มีความสุข ไม่มีความสามารถ อยู่ใน วังวน เดิมๆ

เดินไปทางไหน ก็ มีแต่ สิ่งเดิมๆ ชีวิต มีแต่ความทุกข์

เพราะ ทำแต่ สิ่งเดิมๆ อยู่แต่ กับ ชีวิตเดิมๆ

การค้นหา ความสุข ที่หายไป และ ความสามารถ ของ ผู้ป่วย จึงเป็นการ รักษา ให้ผู้ป่วย กลับมาเป็น คนปกติ

ซึ่ง มันตรง กับ การทำงานน ของจิตสำนึก ซึ่งจะ มุ่งอยู่กับ สิ่งใหม่ๆ

หากเรา จะมองว่า การค้นหา ความสุข ในสิ่งอื่นๆ ที่ ผู้ป่วย ไม่เคยมี ในกิจกรรม ที่ ผู้ป่วย ไม่เคยทำ เพื่อ คืนความสุข ให้กับ สมอง ได้ ก็ หมายความว่า จะรักษา โรคทาง อารมณ์ ได้เช่นกัน

กิจกรรม ที่จะทำให้ผู้ป่วย โรคทาง อารมณ์ กลับมา มีความสุข นั้น คือ การ ฝึกทักษะ ทางประสาต สัมผัส ให้กลับมา

มันเหมือน การออกกำลังกาย สมอง ในส่วนที่ ไม่เคยได้ออก

เนื่องจาก การที่เรา ทำอะไร ซ้ำจำเจ มันเป็น การพัก การใช้ จิตสำนึก ให้มันว่างงาน จนเกินไป

และ ปล่อยให้ จิตใต้สำนึก มัน ไปทำงาน ตลอดเวลา

ประสาตสัมผัส จะถูกควบคุม โดยสมอง แต่ เรามักจะ ใช้แต่ สายตา เป็นหลัก

ทำให้ สมอง ขาด สมดุลย์ ในการควบคุม ไป สมอง ที่ควบคุม ประสาต สัมผัส ตัวอื่น เช่น การดมกลิ่น การสัมผัส ผิวกาย  ก็จะ ทำงาน ด้อยลง

ทำให้ ผู้ป่วย ไม่มีความสุข เพราะ สมอง มันทำงาน ด้อยลงไป การหลั่งสารเคมี ที่จำเป็น ในการปรับ อารมณ์ ต่างๆ ก็ ผิดปกติไป

ดังนั้น การค้นหา ความสุข ความสามารถ ของ ผู้ป่วย จึงเป็นการ คืน การทำงาน ของสมอง ที่ปกติ ด้วยการฝึก กิจกรรม พัฒนาการทำงาน ของสมอง ที่ ละเลยการใช้งานมานาน นั่นเอง

แพนิค ( ตื่นตระหนก )

แพนิค หรือ โรคตื่นตระหนก

คือ ความกลัว ที่ มากกว่าปกติ แล้ว ไปกระตุ้น ร่างกาย ให้ทำงาน มากเกิน ความจำเป็น

ผมให้ นิยาม ของโรคนี้ ด้วยตัวเองว่า เป็นโรค ภาวะฉุกเฉิน

ซึ่ง คำนิยามนี้ คือ มาจาก หนังเรื่องหนึ่ง ชื่อ panic room ซึ่ง ก็คือ ภาวะฉุกเฉิน

การเข้าสู่ ภาวะฉุกเฉิน ของร่างกาย คือ ความกลัว จนสุดขีด ต่อสิ่งนั้น จนร่างกาย ตอบสนอง โดยการเรียก ภาวะ แพนิค นี้ ออกมา

ซึ่ง มันก็จะมี ทั้ง ที่เป็น แค่ ภาวะ แพนิค และ ที่ กลายไปเป็นโรค

ซึ่ง ลักษณะ ของ แพนิค คือ

1.กลัวว่า จะหนี ออกสถานการณ์ นั้น ไม่ได้
เช่น ขึ้นรถเมล์ ไปแล้ว กลัวว่า หาก มีอะไร เกิดขึ้น เราจะ หนีออกมาได้ยังไง

2.กลัว ว่าจะเกิด อาการ ของ แพนิค ขึ้นมาอีก แล้วจะควบคุม ตัวเองไม่ได้ กลัวว่า จะตาย
กลัวเพราะ ไม่รู้ สาเหตุ ว่า มันมายังไง มาตอนไหน

3.มีอาการกลัว ที่โล่ง ตามมา

ซึ่ง โรคกลัวที่ โล่ง agola นั้น มักจะเป็นโรค ที่ตามติด มากับ แพนิค ผู้ป่วย มักจะ กลายเป็นพวก เก็บตัว กลัวการ อยู่ท่ามกลาง ผู้คน

สิ่งกระตุ้น

1.คาเฟอีน พวก กาแฟ หรือ น้ำอัดลม หรือ พวก ช็อคโกแลต โกโก ที่มี (ธีโอโบมีน)

2.โซเดียม แลคเตส คือ สารที่เซลล์ จะหลั่งออกมา สังเคราะห์ พลังงานภายใน เซลล์ แล้ว มี ออกซิเจน มาช่วย สันดาป ไม่เพียงพอ จะเกิด โซเดียม แลคเตส มากขึ้น
( มีการทดลอง ในคนปกติ โดยทำการ ฉีด โซเดียม แลคเตส เข้าไป ปรากฏว่า มีอาการ แพนิค เกิดขึ้น เช่น เดียวกับ คนเป็น แพนิค )

3.ยาขยายหลอดลม

4.คาร์บอนไดออกไซส์

โรคแพนิค นั้น สามารถ รักษา ให้หายขาดได้ และ ตอบสนอง กับยา ที่รักษา ได้ดี 50% หาย และ ไม่กลับมาเป็นอีก จะมีบางส่วน ที่ หายแต่ก็จะกลับมาเป็นอีก แต่อาการ ก็จะไม่หนัก มีเพียง ส่วนน้อย เท่านั้น ที่จะกลับมาเป็นอีก แล้ว เป็นหนักขึ้น

อาการ

จะสูญเสีย ความสามารถ ในการควบคุม ร่างกาย ให้เข้ากับ สภาวะแวดล้อม ที่เป็นอยู่ เช่น เมื่ออยู่ ในอากาศ ที่ร้อน แต่การควบคุม ร่างกาย เพื่อ ปรับ อุณหภูมิ และ การไหลเวียน รวมทั้ง การเต้น ของหัวใจ ไม่ได้เป็นไปใน ทางที่จะ แก้ไข ร่างกาย ให้เข้ากับ สภาวะแวดล้อม ของ อากาศได้

แพนิค จะมีอาการ เป็นไป ตาม แต่ สภาวะแวดล้อม จะเป็น เพราะ ร่างกาย ควบคุม สมดุลย์ ไม่ได้

จะมีลักษณะ ที่แพ้ อากาศ ที่ร้อน และ มีความชื้น ที่สูง เนื่องจาก ในร่างกาย มันมี การกระตุ้น ของ ความเครียด อยู่แล้ว ทำให้ เลือดไหลเวียน เร็ว จึงเกิดความร้อน อยู่ภายใน แต่ว่า แต่ มันไม่กระจาย ออกไป ทำให้ ร้อนอยู่ภายใน

เมื่อเจอ ความร้อน ของอากาศ ที่มี ความชื้น ไปผสมอยู่ด้วย ก็ยิ่งทำให้ ร่างกาย ระบาย ความร้อน ออกไปไม่ได้ ( เนื่องจาก ในอากาศ มีความชื้น เยอะแล้ว ร่างกาย จะระเหย ความเหงื่อ ระบายความชื้น สู่ อากาศ ก็ไม่สามารถทำได้ )

ทำให้เกิด เป็น ฮีตสโตรก ในที่ร่ม เมื่อ อุณหภูมิ ในร่างกาย สูง แต่ระบายไม่ได้ ก็จะ เสียกายทรงตัว และ การควบคุม ต่างๆ ก็จะเสียไปหมด

ซึ่ง กลายเป็น วงจรอุบาทว์ เพราะ เมื่อเป็น แพนิค แล้ว ก็จะกลายเป็น กลัว การเกิด อาการ การเป็น ซ้ำ ของ อาการ หายใจไม่ออก ของการ ร้อนลุ่มอยู่ ภายใน อึดอัด หน้ามืด ตาลาย เหมือน จะตาย

ทำให้ หลุดจาก แพนิค ไม่ได้ ซักที เพราะ กลายเป็น วังวน ไม่รู้จบ

Self talk กับการ สั่งจิตใต้สำนึก

Self Talk คือ การพยายาม ออกคำสั่ง หรือ คำพูด มีเป้าหมาย ให้ จิตใต้สำนึก กระทำตามนั้น

เช่น การพยายามพูด กับตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง ว่าทำได้ หรือ สู้ไหว

ซึ่ง มีแนวคิด เรื่องนี้ มากมาย แต่ พบว่า มันไม่ได้สามารถ ทำได้สำเร็จ

เนื่องจาก ในร่างกายของเรา มันมี Self talk อยู่แล้ว

มันเป็นการ สื่อสารกันภายใน เซลล์ ของเรา ในสมองของเรา ที่มีการ เชื่อมต่อกัน

การที่เราจะ ไปออกคำสั่ง โดยการใช้คำพูด เพื่อ ให้ไปมีผล ให้ จิตใต้สำนึก ทำตาม

เช่น บอกตัวเองว่า ต้องรวย แล้ว มันจะ รวย มันเป็นไปไม่ได้

เพราะ ในร่างกาย เรามันก็มี คำสั่ง ของมัน ที่จิตใต้สำนึก มัน สั่ง ของมันอยู่แล้ว

เพียงแต่ แนวคิด การออกคำสั่ง กับตัวเอง เพื่อให้ ไปมีผล ให้จิตใต้สำนึก ทำตามนั้น มันมีมานานแล้ว แต่ก็ มัก จะเกินความจริง

ถามว่า Self talk ที่ได้ผล มีไม๋

ตอบว่า มี แต่มันต้อง เป็นคำพูด หรือ ประโยค ที่มีความหมาย กับ ชีวิต ของ คนๆ

มันต้องเป็น สิ่งที่ อยู่ใน จิตวิญญาณ ของเค้า

ยกตัวอย่าง เช่น คำพูด ของคน ที่เรารัก ที่เค้า ตายไปแล้ว ที่เคยได้พูดกับเรา หรือ คำพูด ของคน ที่เรารู้สึกว่า คือ ฮีโร่ ในชีวิต ของเรา

คำพูด เหล่านี้ ตังหาก ที่ เป็น Self Talk จริงๆ ที่จะมีผล ต่อ จิตใต้สำนึก ได้

การที่ จู่ๆ เราไป ตั้ง Self Talk ให้กับตัวเอง แล้ว พูด กับตัวเอง โดยหวังว่า จะมีผล ไปยัง จิตใต้สำนึก เพื่อให้ เกิด การควบคุม ร่างกาย อย่าง พิเศษ กว่าปกติ เพื่อ ให้เรา ประสพความสำฤทธิ์ ต่อ เป้าหมาย ที่วางไว้ นั้น เป็นไป ได้ยาก

เพราะ คำๆ นั้น มันต้อง มีความหมาย มีพลัง ในชีวิต ของคนๆนั้น

ซึ่ง สำหรับ บางคน คำพูด นั้น อาจจะยังไม่ได้เกิด ขึ้นมาเลย ด้วยซ้ำ

ขอยกตัวอย่าง ที่มาจาก เรื่องจริง

มีผู้ป่วย โรคมะเร็ง คนหนึ่ง ที่ ได้แรงบรรดาล ใจ จาก พี่ตูน บอดี้ แสลมป์ ทำให้เค้า เกิด Self Talk กับตัวเอง ซึ่ง มันมีผล ต่อ จิตใต้สำนึก ส่งผลให้ อาการ ของเค้า ดีขึ้น สามารถ ลุกขึ้นมา ต่อสู้ กับโรค มะเร็งได้

Self Talk นั้น เหมือนเป็น กุญแจ ที่ไข ปฏิกริยา ทางร่างกาย ให้ หลั่ง สารเคมี แห่ง ความกล้าหาญ และ ศรัทธา ออกมา ซึ่ง มันมีผล ในทางการเยียวยา และ ฟื้นฟู ได้ อย่างน่า อัศจรรย์

ซึ่ง ก็มี รายงาน ทางการแพทย์ พูดถึง ปรากฏการณ์ เหล่านี้ไว้ เป็น 1000 ฉบับ เพียงแต่ มันยังหา เหตุผล ในทาง วิทยาศาสตร์ ไม่ได้

แต่ถึงมันจะ หาเหตุผล ไม่ได้ แต่ ในทาง จิตวิทยา มันมีคำตอบ อยู่

ภาวะความเครียด คือ อะไร

ความเครียด คือ คำสั่งอณุญาติ ให้เราสามารถ ใช้ความสามารถ ของร่างกาย ของเรา ได้เกินกว่า ภาวะปกติ เพื่อ ให้เรา ต่อสู้ หรือ หนี ให้ผ่านพ้น จากสถานะการณ์ อันตราย ตรงหน้า

ความเครียด จะไปกระตุ้น ให้ ฮอโมนส์ ความเครียด (คอร์ติซอล) หลั่งออกมา เพื่อเติม กลูโคส ในกระแสเลือด ให้ มากกว่า ปกติ เพื่อให้เรา มีพลังงาน ในร่างกาย และ ไปกระตุ้น อดรีนาลีน ให้กระตุ้น การทำงาน ของร่างกาย ให้ เคลื่อนไหว

ความเครียด จึงเป็นสิ่ง ที่มีประโยชน์

แต่ปัจจุบัน ความเครียด กลับเป็น อันตราย กับ เรา

เพราะว่า ร่างกาย มัน กระตุ้น ภาวะความเครียด นี้ อยู่ ตลอดเวลา เพราะ เรามีสิ่งเร้า มากมาย ที่ทำให้ ร่างกาย ต้องใช้งาน ร่างกายเกินกว่า ความสามารถ ปกติ

เช่น เรา ต้อง ขายของ ดึกๆ ดื่นๆ ไม่ได้หลับ ได้นอน ซึ่ง เป็นการ ฝืน ร่างกาย ซึ่ง เราทำสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะ ร่างกาย ใช้ภาวะ ความเครียด ไปกระตุ้น ร่างกาย ให้ทำงาน เกินกว่า ที่ปกติ จะทำได้ ทำให้เรา นอนดึกได้ ทำงาน นานขึ้นได้ หรือ ใช้กำลัง ที่มากกว่า ที่ปกติ จะมีได้

ซึ่ง หากเรา อยู่ใน ภาวะเครียด ไปนานๆ และ บ่อยครั้ง มันเป็นการ ใช้งาน ร่างกาย ต่อเนื่อง ซึ่ง ก็จะนำ ความเสื่อม เพิ่มมาขึ้น เหมือน เครื่องยนต์ ที่เร่งเครื่อง ตลอดเวลา

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ความสงสัย กับ ความศรัทธา 2


ความศรัทธา ที่ ไม่มีเหตุผล เชื่อ อย่างงมงาย ก็ ไม่ดีไปกว่า ความสงสัย

เพราะ ศรัทธา เพราะ เชื่อ ใน สิ่งใด มากเกินไป

ก็จะเกิด เป็น ภาวะพึ่งพิง

ภาวะ พึ่งพิง
คือ ความเชื่อว่า ผู้ที่ ให้การ พึ่งพิง มีอำนาจ พิเศษ เป็นผู้วิเศษ

ทำให้ ผู้ที่ พึ่งพิง มีความเชื่อ แต่ในตัว ของผู้ ที่ให้การ ช่วยเหลือ จนคิดว่า เค้าเป็น เทพ เป็น เทวดา

เมื่อเราไปเชื่อ แบบนี้ จิตเรา ก็ไม่แสวง หาความจริง อีกต่อไป หลงแต่ความงมงาย และ ไม่อาจจะ หลุดออกมาจาก การพึ่งพิง คนอื่นได้

จิตที่ มัวแต่ จะ หลังพึ่ง สิ่งวิเศษ หวังพึ่ง คนอื่น ก็ เหมือน เด็ก ที่ รอให้ ผู้ใหญ่ ช่วยเหลือ มอบ สิ่งต่างๆให้ตลอดเวลา

ไม่อาจ ทำให้ จิตเจริญ ไปกว่า ที่เป็นได้ เพราะ หวัง พึ่ง อำนาจอื่นๆ นอกเหลือ จากที่ตนเองมี

ซึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสว่า จิต ที่มีแต่ ความหวัง จะพึ่งพิง คนอื่น ตลอดเวลา นั้น เป็นเหยื่อ ของ ผู้อื่นได้ง่าย เหมือน อาหาร ของเต่า ของปลา เพราะ ไม่อาจ คิด หาเหตุผล ให้ตนเองได้

ฝึกธรรมมะ ปฎิบัติ ทางจิต เท่าไหร่ ก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ เพราะ เป็นเหยื่อ ของการ พึ่งพิง ผู้อื่นตลอดเวลา

ในสังคมไทย เรา มีจิต ประเภทนี้ เยอะแยะ มากมาย ที่ เข้าวัด ฟังธรรม เพื่อ ไปขอหวย ขอ อำนาจวิเศษ ไหว้หมา ไหว้ ต้นไม้ หรือ อะไรก็ได้ ที่ให้หวย

ซึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสว่า จิต ที่ มีแต่ความ ศรัทธา อย่างหาเหตุผล ไม่ได้ และ หวังพึ่งพิง ตลอดเวลา กับ จิตที่ สงสัย หาคำตอบ ในคำถาม ที่ไม่อาจจะตอบได้ และ เป็นคำถาม ที่ไม่ได้มีประโยชน์ แก่ตนเอง

จิตทั้ง 2 อย่างนี้ ก็จะมี แต่ ความเศร้าหมอง ไม่อาจจะ หลุดพ้น ไปจาก ความทุกข์ ได้

คุณ ลองมองตัวเอง ดูว่า เป็นแบบไหนกัน

ความสงสัย กับ ความศรัทธา 2

มาต่อ กับที่ ความศรัทธา

ความศรัทธา ที่ เชื่อ ในสิ่งใด ก็ ไม่ใช่ว่า ดีกว่า ความ สงสัย

เพราะ ศรัทธา เพราะ เชื่อ ใน สิ่งใด มากเกินไป

ก็จะเกิด เป็น ภาวะพึ่งพิง

ภาวะ พึ่งพิง
คือ ความเชื่อว่า ผู้ที่ ให้การ พึ่งพิง มีอำนาจ พิเศษ เป็นผู้วิเศษ

ทำให้ ผู้ที่ พึ่งพิง มีความเชื่อ แต่ในตัว ของผู้ ที่ให้การ ช่วยเหลือ จนคิดว่า เค้าเป็น เทพ เป็น เทวดา

เมื่อเราไปเชื่อ แบบนี้ จิตเรา ก็ไม่แสวง หาความจริง อีกต่อไป หลงแต่ความงมงาย และ ไม่อาจจะ หลุดออกมาจาก การพึ่งพิง คนอื่นได้

จิตที่ มัวแต่ จะ หลังพึ่ง สิ่งวิเศษ หวังพึ่ง คนอื่น ก็ เหมือน เด็ก ที่ รอให้ ผู้ใหญ่ ช่วยเหลือ มอบ สิ่งต่างๆให้ตลอดเวลา

ไม่อาจ ทำให้ จิตเจริญ ไปกว่า ที่เป็นได้ เพราะ หวัง พึ่ง อำนาจอื่นๆ นอกเหลือ จากที่ตนเองมี

ซึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสว่า จิต ที่มีแต่ ความหวัง จะพึ่งพิง คนอื่น ตลอดเวลา นั้น เป็นเหยื่อ ของ ผู้อื่นได้ง่าย เหมือน อาหาร ของเต่า ของปลา เพราะ ไม่อาจ คิด หาเหตุผล ให้ตนเองได้

ฝึกธรรมมะ ปฎิบัติ ทางจิต เท่าไหร่ ก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ เพราะ เป็นเหยื่อ ของการ พึ่งพิง ผู้อื่นตลอดเวลา

ในสังคมไทย เรา มีจิต ประเภทนี้ เยอะแยะ มากมาย ที่ เข้าวัด ฟังธรรม เพื่อ ไปขอหวย ขอ อำนาจวิเศษ ไหว้หมา ไหว้ ต้นไม้ หรือ อะไรก็ได้ ที่ให้หวย

ซึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสว่า จิต ที่ มีแต่ความ ศรัทธา อย่างหาเหตุผล ไม่ได้ และ หวังพึ่งพิง ตลอดเวลา กับ จิตที่ สงสัย หาคำตอบ ในคำถาม ที่ไม่อาจจะตอบได้ และ เป็นคำถาม ที่ไม่ได้มีประโยชน์ แก่ตนเอง

จิตทั้ง 2 อย่างนี้ ก็จะมี แต่ ความเศร้าหมอง ไม่อาจจะ หลุดพ้น ไปจาก ความทุกข์ ได้

คุณ ลองมองตัวเอง ดูว่า เป็นแบบไหนกัน

ความสงสัย กับ ความศรัทธา 1

ความศรัทธา กับ ความสงสัย เกี่ยวอะไร กับ อาการจิตเวช

ผมขอ เกริ่น นิดนึงว่า ในสมัยพุทธกาล

พระพุทธเจ้า ได้ ตรัส ถึง เรื่อง ความรู้ว่า มีอยู่ 3 อย่าง คือ

1.สิ่งที่ ตัวเองรู้ว่า ตัวเองรู้
2.สิ่งที่ ตัวเอง รู้ ว่าตัวเอง ไม่รู้
3.สิ่งที่ ตัวเอง ไม่รู้ ว่าตัวเอง ไม่รู้

สิ่งที่พระพุทธ เจ้าตรัส นั้น หมายถึงว่า สิ่งที่ เรารู้ นั้น มี เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เรา ไม่อาจจะรู้ ได้ทุกอย่างในโลก

แต่สิ่งที่เรารู้ แม้เพียง เล็กน้อย ก็ควร เป็นสิ่งที่ มีประโยชน์ กับเรา สิ่งที่เรา ใช้ สิ่งที่ เราทำ ในปัจจุบัน

แต่ คนส่วนใหญ่ นั้น จะไปอยากรู้ ในสิ่ง ที่ ไม่จำเป็น ต้องรู้ เช่น อยากรู้ ใน สิ่งที่ไม่จำเป็นกับตน

ซึ่ง ความรู้ เหล่านั้น ไม่เป็นประโยชน์ และ หากมีความสงสัย เช่น นั้น ตลอดเวลา ก็อาจจะทำให้เป็น บ้า ( บ้า ในความสงสัย ที่หาคำตอบไม่ได้ )

ซึ่ง ผู้ป่วย โรคทาง จิตเวช นั้น ก็คือ สิ่งที่พระพุทธ เจ้าพูดถึง คือ มีแต่ความสงสัย

สงสัย ต่างๆนาๆ สงสัย ในสิ่งที่ ไม่มีคำตอบ เช่น สงสัย ว่าจะตายไม๋ สงสัยว่า ชีวิต คืออะไร สงสัยว่า เกิดมาทำไม

เพราะ มันเป็น คำตอบ ที่ ไม่สามารถ หาได้ และ คำตอบ ก็อาจจะ ไม่ได้ ดั่งใจเรา ดังนั้น พระพุทธเจ้า จึง ตรัสว่า มันเป็น ความรู้ ที่ไม่มีประโยชน์ และ ไม่ช่วย ในการดับทุกข์ ในใจ ได้

ความสงสัย เป็น สิ่งที่ ทำให้ จิต ไปอยู่ ในที่อื่น ไม่ได้อยู่ กับตัว ไม่อยู่ กับปัจจุบัน

หากเรา สงสัย ในความตาย จิตเรา ก็จะ วิ่งไป ในอณาคต ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

ถ้าจิต เราไป สงสัย การเกิด ไม่ว่า ก็จะ มุ่งวนเวียน ไปใน อดีต ที่ผ่านมาแล้ว ว่า สิ่งนั้น เกิดได้อย่างไร

การมีแต่ความ สงสัย ทำให้ จิตใจ เหนื่อยอ่อน และ ทุกข์ ทรมาณ เพราะ มันหาคำตอบไม่ได้

ผู้คน ในสังคม ป่วย ทาง อารมณ์ กันมาก เพราะ มัวแต่ สงสัย ใคร่รู้ ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ ใคร่รู้ ในชีวิต คนอื่น อยากรู้ว่า ดาราคนนั้น เป็นยังไง คนนี้เป็นยังไง แต่ ลืม ดูตัวเอง ลืมดู จิตตัวเอง

จิต ก็วิ่งไป วิ่งมา หมกมุ่น  จน ไม่มีเวลา จะมา อยู่กับ ตัวเอง

เมื่อ จิต ละทิ้งกายไป นานๆ ร่างกาย ก็ ป่วย จะอ่อนแอ ลงไป เพราะ ไร้การควบคุม เพราะ จิต ที่ทำการควบคุม ร่างกาย ในเวลานี้ ได้หลุดหายไป อยู่ ในอดีต และ อณาคต จนหมดสิ้นแล้ว

วันนี้ ก็คง จบไว้แค่ เรื่อง ความสงสัย ไว้คราวหน้า จะมาต่อ ในเรื่อง ความศรัทธา

การเจริญสติ กับโรค ทางอารมณ์

มีคำพูดนึง ที่ผมได้ยิน ได้ฟัง บ่อยๆ จากผู้ป่วย โรคทางอารมณ์ ว่า ( อย่ามาบอกว่า ให้เข้าวัด อย่ามาบอกว่าให้นั่ง สมาธิ )

แม้แต่ หมอ เองก็ยัง สนับสนุน คำพูด ที่ว่านี้ ว่า อย่าไปพูด กับ ผู้ป่วยโรคทางอารมณ์ ว่า ให้เค้า ไปเข้าวัด ให้ไป นั่งสมาธิ เพราะมันจะ เป็นการ ทับถมผู้ป่วย

ขออธิบาย ใน มุมต่างๆ เป็นดังนี้

1.ในมุม คนทั่วไป ที่ไม่ได้ป่วย และ ไม่ได้มีความรู้ เรื่อง โรคทางอารมณ์ จะมองว่า

ผู้ป่วยโรคทางอารมณ์ นั้นเป็นคน ที่ ฟุ้งซ่าน เพราะ จิตใจ หมกมุ่น ไม่มีสมาธิ เลยทำให้กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ เป็นคนที่ มีความสุข ได้ยาก

ก็เลยจะ แนะนำให้ ผู้ป่วย ไปนั่งสมาธิ เข้าวัด จะได้ดีขึ้น

2.ในมุม ของ ผู้ป่วย โรคทางอารมณ์ ก็จะมองว่า ตัวเองนั้น ไม่ได้เป็นอย่าง ที่คนทั่วไปคิด และ คนอื่น ไม่เข้าใจ

ถ้าคนอื่น มาพูดว่า ให้ผู้ป่วย โรคทางอารมณ์ ไปเข้า วัดทำบุญ ก็จะมีความรู้สึกว่า คนอื่น มองว่า ฉัน เป็นคน ไม่มีธรรมะ หรือไง หรือ มองว่า ฉันก็ทำอยู่แล้ว แต่มันไม่ได้ผล

3.ในมุม ของ นักกิจกรรมบำบัด ก็จะมองว่า การที่ ผู้ป่วย โรคทางอารมณ์ ไม่สามารถ นั่งสมาธิ เจริญ สติ ให้ได้ผลได้

เพราะ ผู้ป่วย โรคทางอารมณ์ นั้น มีประสาต สัมผัส ที่ ด้อยกว่าคนปกติ ไม่สามารถ จับการเคลื่อนไหว ของ ร่างกาย ได้เป็นปกติ

ทำให้เมื่อ นั่งสมาธิ กำหนดจิต ไปอยู่ กับการเคลื่อนไหว ก็จะ ไม่สามารถ ที่จะ เจริญสติ ได้เหมือนคนทั่วไป

4.ในมุม ของ จิตแพทย์ ก็จะคิดว่า การนั่งสมาธิ มันไม่ได้ช่วยจริงๆ เพราะมันทำให้ ผู้ป่วย รู้สึกว่า ตัวเอง กำลัง โดนสั่ง ให้ไปทำ ในสิ่งที่ เจ้าตัวเอง ก็ไม่ได้รู้สึกว่า ได้ผล

แต่ จิตแพทย์ ก็ จะ แนะนำ ให้ไปฝึก การผ่อนคลาย โดยการ ฝึกควบคุม ลมหายใจ แทน ที่จะไปบอกให้ ผู้ป่วย นั่ง สมาธิ

5.ในมุม ของ คนที่ฝึกปฏิบัติ ทางจิต ก็จะมองว่า การนั่งสมาธิ ของผู้ป่วยโรคทางอารมณ์ นั้น ไม่อาจจะ ทำได้

เนื่องจาก การนั่งสมาธิ แล้ว จิต ไปติดกับดัก ของ จิตใต้สำนึก เพราะ ไปมี ความอยากได้ อยาก หาย อยาก ไว้ก่อนแล้ว

นี้เป็น แนวคิด ในแต่ละด้าน ที่มีต่อ การนั่งสมาธิ การเจริญ สติ ที่มีต่อผู้ป่วย โรคทางอารมณ์

ซึ่งในบทต่อไป ผมจะ มาอธิบาย ในมุม ของผมเอง ว่า การนั่งสมาธิ เจริญสติ ไม่ได้ช่วย ผู้ป่วย จริงๆ หรือ ว่ามันเป็น มายาคติ กันแน่

การติดกับดัก จิตใต้สำนึก


ทำไมติดกับดัก จิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึก เป็น จิตที่ทำงาน อัตโนมัติ อะไร ก็ตาม ที่คุณ ทำไป อย่าง อัตโนมัติ เช่น ขับรถ / เดิน / กิน หรือ อะไร ก็แล้วแต่ ที่ ทำไป โดยการสั่งการ ของสมอง ก็จริง แต่ มันทำบ่อย โดยไม่ต้อง ไปใส่ใจ ในกระทำอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้ จะ ถูก จิตใต้สำนึก ควบคุมทั้งหมด

หมายความว่า ถ้าคุณ นั่งสมาธิ บ่อยๆ ก็จริง แต่ นั่งไปโดย อัตโนมัติ ก็อย่าหมายว่า จะทำให้ หลุด จากการควบคุม ของจิตใต้สำนึกได้

ยิ่งนั่งไป ก็ยิ่งทำให้ จิตใต้สำนึก เจริญมากขึ้น ซึ่ง นั่น ไม่ใชเป้าหมาย ของการ นั่งสมาธิ เจริญ สติ ของผู้ป่วยโรคทางอารมณ์

จิตสำนึก เป็นจิต อีกชนิดหนึ่ง ที่ มีหน้าที่ ทำงาน ในด้านที่ เป็นทักษะ ใหม่ๆ และ ความรู้สึกตัว

การจะให้ จิตสำนึก เจริญได้ นั้น มันต้อง เป็น การ ศึกษา หรือ ใช้ สมอง ไปกับ ทักษะ ใหม่ๆ

นักกิจกรรม บำบัด จะใช้คำว่า ( การค้นหา ความสุข ความสามารถ ของผู้ป่วย )

เพราะว่า ความสามารถ ที่ยังเหลือ อยู่ ของผู้ป่วย ก็คือ ทักษะ ใหม่ๆ ที่ผู้ป่วย ไม่เคยมีมาก่อน ที่ ซ่อนอยู่

อย่างที่บอกไปแล้ว ว่า สมอง ในส่วน จิตสำนึก ที่เราจะ ต้องการ พัฒนามัน ให้ แข็งแกร่ง เพื่อ มา แย่งชิง พื้นที่ ความรู้สึกตัว นั้น มันจะ ตอบสนอง ต่อ ทักษะ ใหม่ๆ และ การเคลื่อนไหว ที่รู้สึกตัว

ดังนั้น เราต้อง ฝึก ทักษะใหม่ๆ เสมอๆ สมอง ส่วน จิตสำนึก ก็จะ เจริญ ไปเอง

แต่เราก็จะพบว่า ผู้ป่วย โรคทางอารมณ์ เข้าใจว่า การวาดรูป ช่วยให้ดีขึ้น ขอตอบว่า ถ้ามันเป็น ทักษะ ที่ทำ บ่อยๆแล้ว จิตสำนึก ก็จะ เลิกที่จะ ไปควบคุมมัน แล้ว ปล่อยให้ จิตใต้สำนึก ทำงานแทน เพื่อ ที่จะ ลดภาระ การทำงาน ของ จิตสำนึก จะได้มี พลังงานเหลือ ไปทำอย่างอื่น

ดังนั้น เราก็จะพบว่า ศิลปิน จำนวน ไม่น้อย กลับมี โรคทางอารมณ์ มีโรคซึมเศร้า โรคไบโพล่า เพราะ ว่า เค้า อยู่ในทักษะ ชนิดใด ชนิดหนึ่ง แทนที่จะ มีความหลากหลาย ในทักษะ เพื่อ ท้าทาย การทำงาน ของสมอง

การมีชีวิต มีความเชียวชาญ ด้านใด ด้านหนึ่ง แต่ ไม่มีความท้าทาย ใหม่ๆ เข้ามา ก็เหมือน การปล่อย ให้ จิตสำนึก พักงาน แล้ว ให้ จิตใต้สำนึกทำงานแทน

เจริญสติ แต่ไป ติดกับดัก ของจิตใต้สำนึก เป็น อย่างไร

ต่อจาก เรื่อง การตัดกับดัก ของจิตใต้สำนึก

ก็อยากพูดถึง การนั่งสมาธิ เจริญสติ ที่ ยิ่งนั่ง ก็ยิ่ง จะแย่ลง ว่า เพราะอะไร

ผมเคย คุย กับ พี่คนนึง ที่ เป็นโรค ซึมเศร้า เค้าบอกว่า เค้า นั่งสมาธิ ทุกวัน เค้านั่งมาตั้งแต่ เด็กๆ

เค้าถาม ผมว่า ทำไม นั่งสมาธิแล้ว ไม่ช่วยให้ โรคทางอารมณ์ ทีเค้าเป็น ดีขึ้น

ผมก็ตอบไปว่า

1. คุณ นั่งไปแบบ ไม่รู้สึกตัว คุณนั่งไปอย่าง อัตโนมัติ จิตใต้สำนึก ก็มาทำงาน แทน

ซึ่ง ถ้าเป้าหมาย ของการ รักษา โรคทางอารมณ์ คือการ ไป ยืดคืนพื้นที่ ความรู้สึกตัว กลับมา

หากเราไปนั่ง แล้ว ไม่รู้สึกตัว แต่นั่ง โดย อัตโนมัติ จิตใต้สำนึก ก็เอาไปกินหมด

2.คุณ นั่งไป โดยที่ ระบบประสาต การรับรู้ ของคุณ มันตกลงไป

เนื่องจาก ถ้าพูดจริงๆแล้ว ได้ สองแง่ คือ พอเป็นโรคซึมเศร้า ทำให้ ประสาตสัมผัส ของเรา ตกลงไป กับ อีกแง่ คือ เพราะ ประสาตสัมผัส ของเรา ไม่ค่อยได้ใช้ มันทำงาน ตกลงไป เลยทำให้ เป็น ซึมเศร้า

ที่บอกว่า ซึมเศร้า ระบบประสาตสัมผัส ตกลงไป นั้น เพราะ ผู้ป่วย จะบอด ในเรื่อง การดมกลิ่น การมองเห็น ประสาตสัมผัส ผิวกาย ก็ตกไป ดังนั้น หากคุณจะไปนั่ง เจริญสติ ให้จิตสำนึก ไปจับ การเคลื่อนไหว ของลมหายใจ มันจะไม่ได้ผลเลย เพราะ มันบอด ประสาตสัมผัส

ที่เค้า ให้เราไป จับประสาตสัมผัส ไว้กับ ลมหายใจ เพราะ ( จิตสำนึก มัน อยู่กับ การเคลื่อนไหว ของร่างกาย ลมหมายใจ เป็นการเคลื่อนไหว ทางกาย อย่างหนึ่ง ที่ จิตสำนึก จับได้ )

แต่พอ คุณ ไปบอด ในเรื่อง ประสาต สัมผัส ก็ จบกัน ไม่อาจ เจริญสติ ให้ จิตสำนึก ทำงาน มากขึ้น แข็งแกร่งขึ้น มาเพื่อ แย่งพื้นที่ ความรู้สึกตัว จาก จิตใต้สำนึกได้

3.คุณ นั่งสมาธิ แต่ ไปติด กับดัก ความสงบ ที่ จิตใต้สำนึก มัน ส่งมาล่อหลอก ให้คุณ

พอ ไปติด กับดัก ความสงบ เราก็ ง่วง หรือ หลับ

หรือ ไปติดว่า นั่งสมาธิ ต้องได้ ความสงบ กลาย เป็น ปลุก ความอยากได้ ขึ้นมาแทน ซึ่ง ความ อยากได้ ความต้องการ เป็น อารมณ์ ของ จิตใต้สำนึก เพราะ มันเป็น ( สัญชาติญาณ )

บางคน ติดกับดัก จิตใต้สำนึก จนคิดว่า ตัวเอง เป็นผู้วิเศษ มีญาณ มีอำนาจ กลายเป็น เข้าทรง ผี เข้าทรงเจ้ากัน ที่เราพบเห็นมากมาย

เพราะ จิตใต้สำนึก มันไป หลอก คนที่นั่ง สมาธิ แล้ว ทำให้ เกิด รับรู้ ถึง ความจริง อันหลอกลวง ที่ จิตใต้สำนึก มันออกมาบอก ทำให้ กลายเป็นผู้วิเศษ

บางคน กลายเป็นบ้า เพราะ ไปเชื่อ จิตใต้สำนึก ที่มาบอก ว่า ตัวเอง เป็น เทพ เป็นเทวดา 

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียง ส่วนหนึ่ง ที่ ผมเคยคุย กับ พี่ ผู้ชายท่านนึง ที่ โทรมา คุยกับผม สัก ปี สองปี ได้แล้ว

ซึ่งใน บทต่อๆไป ผมจะมาพูดว่า นั่ง สมาธิ อย่างไร ให้ หลุด จากจิตใต้สำนึก ได้